ตามล้าง ตามเช็ด! พื้นที่ส่วนรวม พื้นที่ทำงาน มั่นใจเราจะปลอดเชื้อ

สะอาดทั่วทั้งอาคาร 8 เมื่อ ฝ่ายอำนวยการ กองตำรวจสื่อสาร ระดมกำลังกันทำความสะอาด BIG CLEANING COVID-19 พื้นที่ทำงาน รวมทั้ง พื้นที่ส่วนรวม เพื่อให้ทั้งประชาชนที่มาติดต่อราชการ และตำรวจเอง มั่นใจในการทำงานที่ตั้งหน่วย

นอกจาก นโยบายของ พล.ต.ท.ชวลิต แสวงพืชน์ ที่กำหนดให้ คนที่จะผ่านเข้าออก อาคาร 8 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ต้องผ่านการตรวจวัดไข้ และล้างมือด้วยแอลกฮอล์เจลแล้ว

ล่าสุด ในวันที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา กองตำรวจสื่อสาร นำโดย พ.ต.อ.กฤชมงกุฎ บูรณะภักดี ยังนำทัพตำรวจสื่อสาร ออกปราบเชื้อโควิต 19 ภายในพื้นที่่ทำงานและยังเผื่อแผ่ ไปยังพื้นที่ส่วนรวมของอาคารด้วย

ไม่ว่าจะเป็น ลิฟท์ภายในอาคาร ราวบันได ห้องน้ำชายหญิง ทางเข้าต่างๆ ตำรวจสื่อสารกรีฑาทัพเข้าไปตามล้างตามเช็ด ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกจุด เพิ่มความมั่นใจให้กับข้าราชการตำรวจ สทส.ที่ต้องทำงานที่่นี่ทุกวัน รวมทั้งประชาชนที่มาติดต่อราชการ ได้อีกระดับ

แม้ไม่ใช่มิชลิน! แต่ก็ฟิน!! เพราะนี่คือมื้อเที่ยงสวัสดิการ สทส.

กินแล้วค่อยลด สำหรับทุกวันพุธ ที่ บรรดาเหล่าข้าราชการ สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะต้องแต่งกายด้วยชุดกีฬามาเพื่อออกกำลังกายในช่วงบ่าย

แต่ก่อนจะออกกำลังกาย ผู้ใหญ่ใจดี พล.ต.ท.ชวลิต แสวงพืชน์ ผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีและการสื่อสาร ก็จะสรรหาอาหารอร่อยๆ จากร้านที่มีชื่อเสียงต่างๆ มาทำอาหารแจกกันสดๆ ในช่วงพักกลางวัน ทั้งปริมาณอาหารและคุณภาพ รสชาด ต้องยอมรับว่า 5 ดาว และแตกต่างกันไป ในทุกๆ สัปดาห์

ไม่ว่าจะเป็นนายตำรวจระดับไหน ทุกวันพุธก็จะมีโอกาสได้ทานอาหารร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อย เป็นการเสริมสร้างความสามัคคี ประหยัด ลดเวลาการเดินทางไปทานที่อื่นได้เป็นอย่างดี

และนี่คือหนึ่งสวัสดิการสร้างความสุข ให้กับ บรรดาข้าราชการ สทส.ที่เมื่อถึงวันพุธ ทุกคนจะต้องตั้งหน้าตั้งตารอลุ้นว่า “วันนี้จะมีเมนูอะไร?” ในทุกๆ พุธ

3 สิ่งไม่ควรแชร์ #โพสต์ไม่คิดชีวิตเปลี่ยน!!

โลกยุคนี้ ใครมีอะไรก็มักจะเอามาโพสต์ลงโลกโซเชียล ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ไลน์ ไอจี ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่  แต่มี “ของต้องห้ามโพสต์” ที่โพสต์แล้วไม่ผิดกฏหมาย แต่อันตรายอาจกลับเข้ามาโดยไม่รู้ตัว

จากการแกะรอยของหลายคดีพบว่า “คนร้าย” ได้ข้อมูลของเหยื่อ มาจากโลกโซเชียลนี่แหละ เหมือนกับเหยื่อเปิดบ้านให้โจรเข้ามาขโมยของที่บ้านเลย เรามาดูสิ่งของที่ถือว่า “ไม่ควรโพสต์” เปิดช่องให้คนร้ายกันเลยดีกว่าค่ะ

  1. บัตรประชาชน พาสปอร์ต ในบัตรประชาชนเรานั้น ด้านหน้าบัตร มีสิ่งสำคัญที่คนร้ายสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็น เลข 13 หลัก หรือแม้กระทั่งบาร์โค๊ดที่อยู่บนบัตรก็สามารถนำไปแปลงเป็นเลขบัตรได้เช่นกันค่ะ
    ด้านหลังบัตร ก็จะมีเลเซอร์ไอดี Laser ID หรือ เลขควบคุมหลังบัตรประจำตัวประชาชน โดยเลขควบคุมหลังบัตร (Jc2 – xxx) นั้นเป็นเลขควบคุมและตรวจสอบบัตรใบนั้น ๆ และเลขควบคุมนี้เป็นความลับของบัตรแต่ละใบ เช่น เมื่อผู้เสียภาษีกรอกเลขควบคุมหลังบัตรประจำตัวประชาชน ระบบลงทะเบียนจะประมวลผลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ เพื่อตรวจสอบว่าผู้เสียภาษีกรอกข้อมูลส่วนตัวถูกต้อง จึงจะสามารถ ดำเนินการแจ้งชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่านใด  และแม้กระทั่งการถ่ายสำเนาบัตร ถ้าไม่ใช่ส่วนราชการหรือที่ที่ไว้งางใจได้ ก็ไม่ควรถ่ายด้านหลังให้ไปนะคะ ถ้าจะทำ ก็ควรจะมาจากบัตรคนละใบค่ะ

2. บัตรเครดิต ปกติการกรอกข้อมูล เพื่อชำระสินค้าออนไลน์นั้น ต้องการข้อมูล ชื่อเจ้าของบัตร เลขบัตร วันหมดอายุ และหมายเลข CVV (Card Verification Value) ที่อยู่หลังบัตร ซึ่งไอ้เจ้า CVV นี้มีไว้เพื่อการยืนยันตัวตนของผู้ถือบัตรในการใช้บัตรเครดิตชำระเงินออนไลน์ เพื่อยืนยันว่าผู้ที่ชำระเงินเป็นผู้ที่ถือบัตรอยู่จริง โดยมักจะเป็นเลข 3 หรือ 4 หลัก อยู่ด้านหลังบัตร
บัตรเอทีเอ็ม ก็เช่นกันค่ะปัจจุบันนี้ เอทีเอ็ม ก็เป็นเสมือนบัตรเดบิตอยู่หลายตัว หลักการทำงานก็จะเช่นเดียวกันค่ะ

3. การโพสต์บอกสถานที่ หรือ Check in ถ้ามีคนร้ายสักคน คอยติดตามเฝ้าดูคุณอยู่บนโซเชียล ก็เท่ากับเราบอกรายละเอียดให้คนร้ายได้รู้ เช่น อาจจะโพสต์เช็คอินที่บ้านตัวเอง พร้อมด้วยแคปชั่น “เหงาจัง อยู่บ้านคนเดียว” เมื่อคนร้ายรู้แล้วก็มีสิทธิที่จะคิดเข้ามาทำมิดีมิร้ายคุณได้
และเช่นกัน ถ้าคนร้ายคิดประสงค์จะเข้าไปขโมยของหรือทำอย่างใดอย่างหนึ่งในบ้านคุณ การที่คุณเช็คอินสถานที่นอกบ้าน ก็เหมือนกับบอกให้คนร้ายรู้กลายๆ ว่า ตอนนี้บ้านไม่มีใครอยู่นะ

และนี่คือ 3 สิ่งที่ เราพบบ่อยๆ ว่าคนร้ายใช้ประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ โซเชียลมีเดียมีประโยชน์มากมายค่ะ แต่อย่าลืมตระหนักถึงโทษของมันด้วย ขอให้เราใช้ประโยชน์จากมันให้เต็มที่นะคะ

รู้ไว้ก่อน! ตำรวจสื่อสารออกโปสเตอร์ อาการเบื้องต้นโควิต19

ความรู้สึก “ตระหนก” นั้นเกิดขึ้นกับผู้คนหมู่มากพอควรในช่วงสถานการณ์โควิตระบาดนี้ การ ไอ จาม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนรอบข้าง ต่างก็ทำให้รู้สึก “่เครียด” จนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำงานมากพอควร

ล่าสุด พล.ต.ท.ชวลิต แสวงพืชน์ ผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ ทำโปสเตอร์ “รู้ทัน อาการเบื้องต้น โควิต 19” เพื่อนำมาเผยแพร่ในอาคาร 8 สทส. เพื่อให้ประชาชนและข้าราชการตำรวจที่พบเห็น ได้ตรวจสอบตัวเอง และไม่เกิดอาการวิตกจนเกินไป

แม้อาการของมันจะคล้ายกับการเป็นหวัดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เหมือนกันสักทีเดียว อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการสังเกตุอาการเบื้องต้นเพื่อไม่ให้วิตกจนเกินไป หากมีอาการน่าสงสัยก็ควรจะพบแพทย์เพื่อทำการตรวจละเอียดอีกครั้ง

ทุกคนต้องผ่าน! ด่านมนุษย์ วัดไข้ ล้างมือ ก่อนเข้าตึก สทส.

หลังจากที่ทั่วโลกประสบกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ตั้งอยู่ อาคาร 8 ภายในรั้วปทุมวัน โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเพิ่มจุดล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์อย่างทั่วถึงในทุกจุดในอาคารแล้ว

ล่าสุด พล.ต.ท.ชวลิต แสวงพืชน์ ได้มีมาตรการเพิ่มเติมโดยการสั่งการให้มีการตรวจวัดไข้ ก่อนเข้าอาคารแล้ว โดยผู้ที่จะเข้าจะต้องผ่านการวัดไข้ก่อน เมื่อไม่มีไข้ ก็จะได้รับสติ๊กเกอร์เพื่อเป็นการยืนยันให้เข้าไปในอาคารได้ แต่ถ้าหากอุณหภูมิสูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส จะได้แจ้ง โรงพยาบาลตำรวจมาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไม่เจอรถติด ไม่หงุดหงิดที่จอด มา ตร. ด้วยบริการขนส่งสาธารณะ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือที่เราเรียกกันย่อๆ ว่า ตร. นั้น ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานครเลยทีเดียว ซึ่งทุกหน่วยงานในย่านนี้ ต่างก็เจอปัญหาที่จอดรถ รวมทั้งรถติดเหมือนๆ กัน

ถ้าเราหันไปใช้บริการขนส่งสาธารณะ เราก็ไม่ต้องกังวลเรื่อง “ที่จอดรถ” และถ้าเราใช้บริการรถไฟฟ้า เราไม่ต้องกังวลเรื่องรถติด ว่าแต่!!
เราจะไปเดินทางไป ตร. ได้ยังไง?

เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพการจราจรที่หนาแน่นในปัจจุบัน วันนี้ทาง บก.อก.สทส. จึงมีสาระน่ารู้เกี่ยวกับเเนวทางการเดินทางมารับบริการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยใช้บริการรถโดยสารสาธารณะกันค่ะ

  • การเดินทางโดยรถไฟฟ้า BTS
    • เมื่อถึงสถานีสยาม ทางออก 6 จากนั้นเดินตามสกายวอร์ค ลงได้ทั้ง 2 ฝั่ง คือ ฝั่ง ถ.พระราม 1 และ ฝั่ง ถ.อังรีดูนังค์
  • การเดินทางโดยรถประจำทาง
    1. 15 เดอะมอลล์ท่าพระ – บางลำภู
    2. 40 สายใต้ – ตลาดลำสาลี
    3. 48 ราม2 – วัดพระเชตุพน(วัดโพธิ์)
    4. 54 วงกลมห้วยขวาง
    5. 73ห้วยขวาง – สะพานพุทธ
    6. 73ก อู่โพธิ์แก้ว – สะพานพุทธ
    7. 79 พุทธมณฑลสาย2 – ราชประสงค์
    8. 508 ปากน้ำ – ท่าราชวรดิษฐ์
    9. 501 มีนบุรี – หัวลำโพง
    10. 204 ห้วยขวาง – ท่าราชวงศ์

และนี่คือ การเดินทางโดยระบบขนส่งมวลชนที่เรารวบรวมมาให้ค่ะ สะดวกทางไหนเลือกใช้กันได้เลย แต่แน่นอนค่ะ! รถไฟฟ้า จะเดินทางโดยสามารถกำหนดเวลาได้แม่นยำมากกว่าค่ะ

Cyber Bullying มีกฏหมายคุ้มครองเหยื่อแค่ไหน?

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ถูกบูลลี่” มาบ้างแล้ว โดยเฉพาะการถูกบูลลี่ บนโลกโซเชียล หรือบนโลไซเบอร์

หลายคนคงเคยมีประสบการณ์ที่โหดร้าย การถูกทำให้เป็นตัวตลก เพื่อนแอนตี้ทุกเรื่อง อาจเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้า จนบางรายเลือกที่จะจบชีวิตตนเองเพราะมองไม่เห็นทางออกอื่น

การระรานหรือ Bully แบบนี้มีมานานแล้ว แต่เทคโนโลยีหรือโลกไซเบอร์ โซเชียลมีเดีย กลับทำให้เรื่องนี้เลวร้ายกว่าเดิม!!

cyberbullying คือ “การกลั่นแกล้งกันผ่านโลกไซเบอร์” โดยรูปแบบการรังแกกันมีทั้งการใส่ร้ายป้ายสี การใช้ถ้อยคำหยาบคายต่อว่าผู้อื่นหรือการส่งต่อข้อมูลลับ เพื่อทำให้ผู้อื่นเสียหายผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่น ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการส่งข้อความ (text message) คลิปวิดีโอ (video-clip) รูปภาพ (picture) email เพื่อทำให้ฝ่ายที่ถูกกระทำรู้สึกอับอาย รู้สึกเจ็บปวด ได้รับผลกระทบทางจิตใจ

สมัยก่อน โดนล้อว่า “อ้วนดำ” ก็จบตรงนั้น ในห้องเรียน ในโรงเรียน กับเพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ ไม่กี่สิบคน แต่สมัยนี้ มีการใช้ภาพประกอบ ตัดต่อ แต่งภาพ ให้ดูน่าเกลียดหรือดูตลกกว่าเดิม มีการก๊อปปี้ถ้อยคำกลั่นแกล้งเป็นพัน ๆ ครั้ง มีคนมาเขียนคอมเมนต์ซ้ำเติม แล้วแชร์วนไปในโซเชียลมีเดีย เรียกว่าเป็น Cyberbullying เหมือนถูกทำร้ายจากคนเป็นพันเป็นหมื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอาจแพร่กระจายไปได้เป็นล้านคนในเวลาไม่นาน โดยการทำร้ายยังคงอยู่อย่างนั้น เปิดไปเมื่อไรก็เจอ

ในทางกฏหมายนั้น แม้จะยังไม่มีกฏหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ปัจจุบัน ก็พอมีกฏหมายอื่นๆ พอนำมาปรับใช้ได้เช่น

ประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 397 ใจความว่า “ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มแหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำในที่สาธารณะหรือต่อหน้าธารกำนัลหรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะส่อไปในทางที่ล่วงละเมิดทางเพศ ต้องละวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสองเป็นการกระทำโดยอาศัยเหตุที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำอันเนื่องจากความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือประการอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท”
ซึ่งดูว่าอัตราโทษอาจจะยังดูไม่สมกับพฤติกรรมเท่าใดนัก

และยังมีความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทําให้ผู้อื่นนั้น
เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจําคุก
ไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

นอกจากนี้ หากมีการตัดต่อภาพ ก็อาจเข้าฐานความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ ได้อีก เช่น
มาตรา 16 “ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท…”

และถ้าการบูลลี่นั้น กระทำต่อเด็กแล้ว เราอาจจะต้องนำ พรบ.คุ้มครองเด็กมาพิจารณาปรับใช้ด้วย เช่น มาตรา 26 อนุ 1 ที่มีใจความว่า

มาตรา 26 ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ห้ามมิให้ผู้ใด
กระทําการ ดังต่อไปนี้
(๑) กระทําหรือละเว้นการกระทําอันเป็นการทารุณกรรมต่อร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
…………..
ซึ่งจะมีอัตราโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ

การบูลลี่นั้น เป็นเรื่องที่สังคมควรจะให้ความสนใจและช่วยกันให้สิ่งเหล่านี้หายไปจากสังคม มีเหยื่อหลายคนต้องกลายเป็นโรคซึมเศร้า กลายเป็นคนมีปมด้อย และอาจส่งผลร้ายแรงที่สุดในการฆ่าตัวตาย หรือก่อเหตุความรุนแรงได้อย่างคาดไม่ถึง

ทำอย่างไร? เมื่อ Social media ของคุณโดน Hack

ใช้บัญชีโซเชียลอยู่ดีๆ แต่แล้ววันหนึ่งก็รู้สึกว่า ทำไมมันแปลกๆ ไป หรือมีคนบอกว่าเราไปโพสต์อย่างนั้นอย่างนี้ ส่งข้อความไปหาเพื่อนทั้งๆ ที่เราไม่ได้ส่ง หรือเลวร้ายขนาดเข้าใช้บัญชีของตัวเองไม่ได้เลย มั่นใจแล้วล่ะว่า บัญชีโซเชียลของคุณโดนแฮกชัวร์  ทำอย่างไรล่ะทีนี้! ไปดูกัน

แจ้งความ!!!

   ถ้าคุณมั่นใจแล้วว่าโดนแฮก เช่นมีคนเข้าเฟสบุ๊ก เข้าไลน์คุณแล้วไปทักยืมเงินเพื่อนคนอื่น มีการแจ้งเตือนว่ามีการล็อคอินอีเมลหรือบัญชีคุณ โดยที่ไม่ใช่คุณ หรือมีคนมาบอกว่าเค้าแฮกคุณได้ พร้อมทั้งบอกข้อมูลที่แฮกมา (และไม่ได้มาบอกเพื่อว่าให้คุณแก้ไข แต่มาบอกเพื่อข่มขู่หรือหวังผลประโยชน์จากคุณ) สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างแรกคือ แจ้งความได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน หรือ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 
(ปอท) ซึ่งเป็นหน่วยงานตำรวจที่รับผิดชอบ ความผิดทางไอทีของประเทศไทย 


ขั้นตอนการการแจ้งความ ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
1.ให้ผู้เสียหาย เตรียมเอกสารส่วนตัว และ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
2.กรณีที่เสียหายต่อชื่อเสียง ให้เตรียมหลักฐาน ที่พบว่ามีการกระทำความผิด เช่น ปรินส์เอกสารหน้าจอ หน้าเว็บไซต์ หน้าโปรแกรมไลน์ โปรแกรมเฟสบุค หรือหน้าเพจที่พบการกระทำความผิด
3.กรณีที่เสียหายต่อทรัพย์ ให้เตรียมหลักฐานที่พบการกระทำความผิด การหลอกลวง ปรินส์เอกสารออกมาจากระบบคอมพิวเตอร์ให้เรียบร้อย หลักฐานการโอนเงิน เป็นต้น
4.ให้ไปแจ้งความ ณ สถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุ สถานีตำรวจนครบาล หรือสถานีตำรวจภูธร หรือท่านสามารถเดินทางมา ร้องทุกข์ที่ บก.ปอท. ได้เช่นกัน

โดย บก.ปอท. ไม่สามารถดำเนินการลบหรือปิดกั้นโพสใดๆ ได้ทันที เพราะข้อมูลอินเทอร์เน็ตอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ให้บริการสื่อนั้นๆ การดำเนินการใดจำเป็นต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฏหมาย ที่ต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษด้วยตนเอง ณ สถานีตำรวจ หรือที่ บก.ปอท. แล้วเท่านั้น

* ประโยชน์ของการแจ้งความคืออย่างน้อยคุณมีหลักฐานยืนยันว่า ถ้าโจรเอาอีเมลเอาบัญชีเอาคอมฯ คุณไปใช้กระทำความผิด สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคุณไม่ได้ทำและจะไม่ยอมเป็นแพะ รวมถึงเป็นการข่มขู่ตอบโต้โจรว่าคุณได้นำเรื่องไปถึงตำรวจแล้ว สิ่งที่โจรทำเป็นความผิดคดีอาญายอมความไม่ได้ โดนจับได้ เสียเงิน ติดคุก

เปลี่ยนรหัสผ่านทั้งหมดซะ   
รหัสผ่านเป็นหัวใจของความปลอดภัย โดยเฉพาะอีเมล เช่น Gmail, Outlook รวมถึง Apple ID และบัญชี social network ต่าง ๆ Facebook, LINE … คำแนะนำการตั้งรหัสผ่านที่ดีคือ ให้ใช้รหัสผ่านที่ยาว และเดาไม่ได้ และแต่ละบริการก็ไม่ควรจะซ้ำกันนะ

ติดต่อฝ่าย Customer Service ของผู้ให้บริการซะ 

ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Twitter หรือ โซเชี่ยลมีเดียอื่นๆ พวกเขามีบริการช่วยเหลือ Customer Service เพื่อหาหลักฐานอื่นๆ เพิ่มเติม หรือแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าตรงนั้นก่อน

อย่างไรก็ตาม การป้องกัน เอาไว้ น่าจะเป็นข้อที่ควรคำนึงที่สุด การใช้รหัสที่คาดเดาได้ยาก การยืนยันตัวตนแบบสองชั้น การใช้รหัส otp การใช้แอนตี้ไวรัส ตลอดจนการไม่ล็อคอินเครื่องสาธารณะทิ้งไว้ ไม่เปิดหน้าจอคอมหรือมือถือตัวเองทิ้งไว้ ต่างก็ช่วยป้องกันการโดนแฮกได้เป็นอย่างดี

สทส. เพิ่มจุดจ่าย เจลล้างมือทั้งตึก ป้องกันโควิด19

พล.ต.ท.ชวลิต  แสวงพืชน์  ผู้บัญชาการ สำนักงานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ตระหนักถึงปัญหา การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ทำงาน

ชี้เป้า! บาร์เบอร์ชายในรั้ว ตร. สวัสดิการเพื่อตำรวจวินัยเข้ม

“ข้างขาว” คือนิยาม ของทรงผมข้าราชการตำรวจชาย ที่ระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดเอาไว้ วินัยด้านการแต่งกายของตำรวจนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยได้เน้นย้ำ และมีการตรวจอยู่สม่ำเสมอ